วันพุธที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

ข่าว ส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิญเที่ยววัด หลวงปู่ผาง เมืองมัญจาคีรี ของแก่น

หลวงพ่อผางท่านมีนามเดิมว่า ผาง ครองยุติ เกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2445 ณ บ้านกุดกะเสียน ตำบลเขื่องใน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรของนายทัน และ นางบัพพา ครองยุติ ในช่วงชีวิตเยาว์วัย หลวงปู่ท่านได้เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ท่านมีอุปนิสัยรักความเป็นธรรม มีความซื่อสัตย์ มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ และ ชอบทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมเสมอ [1] ต่อมาได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในมหานิกาย เมื่อปี พ.ศ. 2465 ณ วัดเขื่องกลาง บ้านเขื่องใน ตำบลเขื่องใน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีพระครูดวน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ดี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านศึกษาพระธรรมวินัย มีความรู้พอสมควร ต่อมาจึงได้ลาสิกขาจากสมณเพศ และได้มีครอบครัวตามประเพณีอยู่หลายปี ภรรยาของท่านเป็นคนบ้านแดงหม้อ ต. แดงหม้อ อ. เขื่องใน จ. อุบลราชธานี แต่ไม่มีบุตร[2] ในชีวิตฆราวาสของท่าน ท่านเป็นคนที่มีความขยัน มีความใส่ใจในงาน ประกอบอาชีพทำไร่ไถนา บางครั้งก็เป็นพ่อค้าเรือใหญ่บรรทุกข้าวจากแม่น้ำมูลไปขายตามลำน้ำชีน้อย บางครั้งก็เป็นพ่อค้าวัว นำวัวไปขายที่เขมรต่ำ หลวงปู่ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการสร้างฐานะให้แก่ครอบครัว[3] ต่อมาเมื่ออายุได้ 43 ปี ท่านก็ได้ตัดสินใจออกบวชครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2488 เป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุติกนิกาย พร้อมกับภรรยา ภรรยาบวชเป็นแม่ชี ส่วนเงินที่เหลือ ท่านได้มอบให้กับบุตรบุญธรรม ที่วัดคูขาด บ้านศรีสุข ต.เขื่องใน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี มีพระครูศรีสุตาภรณ์ (สี พุทธสาโร) เป็นพระอุปัชฌาย์ ส่วนพระกรรมวาจาจารย์และพระอนุสาวนาจารย์ไม่ปรากฏ หลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดเดิม แต่ท่านได้เข้าศึกษาอบรมพระกรรมฐาน อยู่ในสำนักวัดป่าวารินชำราบ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กับพระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์ (สิงห์ ขนฺตยาคโม) และหลวงปู่มหาปิ่น ปญฺญาพโล และหลังจากปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์สิงห์แล้ว ท่านก็เดินธุดงค์ไปฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้พอสมควร ก็ท่องเที่ยววิเวกไปแต่ผู้เดียวในป่าเขา จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นถิ่นทุรกันดารเป็นเวลาหลายปี ต่อมาท่านได้เดินธุดงค์ไปจำพรรษาอยู่หลายวัด และในระหว่างนั้น ท่านได้สร้างวัดแห่งใหม่ขึ้นมาคือ วัดบ้านแจ้ง ในปี พ.ศ. 2505 และได้เป็นประธานในการสร้างพระธาตุขามแก่น นโรดม ในปี พ.ศ. 2523 เพื่อเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์มีอายุได้ 200 ปี (พ.ศ. 2325 — พ.ศ. 2525) และท่านได้ร่วมทอดผ้ากฐินสามัคคีเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524[4] หลวงพ่อท่านได้เข้ารักษา(ตัว)เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524 วัดที่ ท่านจำพรรษาคือวัดอุดมคงคาคีรีเขต (ดูน) ตำบลนางาม อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่นและได้ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2525 สิริรวมอายุได้ 81 ปี[5]

ข่าว ท้องถิ่น บทความทางวัฒนธรรมไทย อีสาน ประวัติความเป็นมา ประวัติการสร้างเมืองขอนแก่น เริ่มขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ในราว พ.ศ.2340

ประวัติความเป็นมา ประวัติการสร้างเมืองขอนแก่น เริ่มขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ในราว พ.ศ.2340 เพียเมืองแพน เชื้อสายเจ้าเมืองร้อยเอ็ดและสุวรรณภูมิ ได้พาผู้คนอพยพออกจากบ้านชีโหล่น(ในเขตอำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ดในปัจจุบัน) มาตั้งบ้านที่บ้านดอนกระยอมเวลานั้นอยู่ในแขวงเมืองชนบถ(ชนบท) ปัจจุบันอยู่ที่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น และได้แจ้งความประสงค์ไปยังเจ้าพระยานครราชสีมา ขอเป็นเจ้าเมือง เมื่อเป็นเจ้าเมืองแล้ว ก็ขอขึ้นกับเมืองนครราชสีมาจะรับอาสาทำราชการผูกส่วยตามประเพณี เจ้าพระยานครราชสีมาจึงกราบทูลพระกรุณาไปยังกรุงเทพฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าตั้งเพียเมืองแพน เป็น "พระนครศรีบริรักษ์" ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองโดยยกบ้านบึงบอน (บริเวณบึงแก่นนคร ทางด้านทิศตะวันตกที่ตั้งเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น) ต่อมาในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 1 ในราว พ.ศ. 2352 เนื่องจากที่ตั้งเมืองขอนแก่นอยู่ใกล้ชิดกับเมืองชนบถ (ชนบท) ซึ่งขึ้นกับเมืองนครราชสีมา และมีการปักปันเขตเมืองกัน จึงได้ย้ายเมืองไปตั้งที่ที่บ้านดอนพันชาติ หรือดงพันชาติ (ในท้องที่บ้านโนนเมือง หมู่ที่ 15 ตำบลแพง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ปัจจุบัน) ด้วยเหตุผลการปักปันเขตเมืองขอนแก่นกับเมืองกาฬสินธุ์ ในสมัยรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2398 ย้ายเมืองขอนแก่นไปตั้งที่บ้านโนนทอง ฟากบึงบอนทางทิศตะวันออก (บริเวณบ้านโนนทัน อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ปัจจุบัน) จนถึง พ.ศ. 2410 ย้ายเมืองอีกครั้งไปตั้งที่บ้านดอนบม บริเวณฝั่งตะวันออก (บริเวณบ้านดอนบม ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ปัจจุบัน) ด้วยเหตุผลทางด้านการคมนาคมสะดวกเนื่องจากต้องใช้แม่น้ำในการคมนาคมติดต่อ ซึ่งห่างจากจุดที่ตั้งปัจจุบันราว ๆ 8 กิโลเมตร จนกระทั่งปี พ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าให้ พระเจ้าน้องนางเธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ขึ้นไปเป็นข้าหลวงต่างพระองค์ เนื่องจากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เปลี่ยนแปลงระบบการปกครองหัวเมืองลาวใหม่ โดยเปลี่ยนบริเวณหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือเป็นหัวเมืองลาวพวน เมืองขอนแก่นไปขึ้นกับเมืองลาวพวน ตอนเสด็จผ่านเมืองขอนแก่น ได้ไปประทับแรมที่บ้านทุ่ม 1 คืน เพราะเส้นทางคมนาคมหรือทางม้า โค เกวียน แต่ก่อนจากนครราชสีมา ต้องผ่านมาเมืองชนบท ผ่านบ้านทุ่มไปยังหนองคาย ทรงเห็นว่าบ้านทุ่มทำเลดี มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น ใกล้เส้นทางไปมาในสมัยนั้น จึงโปรดให้ย้ายเมืองขอนแก่นจากบ้านดอนบมไปตั้งที่บ้านทุ่ม (บริเวณบ้านทุ่ม ตำบลบ้านทุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ปัจจุบัน) ซึ่งห่างจากที่ตั้งปัจจุบัน 13 กม. และเปลี่ยนนามตำแหน่งเจ้าเมือง เป็นผู้ว่าราชการเมือง ต่อมาในปี พ.ศ. 2436 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในแผ่นดินกรณีพิพากไทยกับฝรั่งเศส เป็นเหตุให้ไทยต้องเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งการปกครองออกเป็นมณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้านสังกัดกระทรวงมหาดไทย จังหวัดขอนแก่นได้โอนไปขึ้นกับ มณฑลอุดร ต่อมาปี พ.ศ. 2442 เนื่องจากบ้านทุ่มในฤดูแล้งกันดารน้ำ ไม่เหมาะแก่การตั้งเมืองใหญ่ จึงโปรดย้ายเมืองจากบ้านทุ่ม กลับไปตั้งที่บ้านเมืองเก่า บริเวณบึงบอนด้านตอนเหนือ (บ้านเมืองเก่า ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ปัจจุบัน) ต่อมาปี พ.ศ. 2447 ได้เปลี่ยนนามตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่นเป็น ข้าหลวงประจำบริเวณลำชี ตลอดจนปี พ.ศ. 2450 โปรดเกล้าฯให้ย้ายศาลากลางมาตั้งที่บ้านพระลับ (บริเวณที่เป็นที่ทำการเทศบาลนครขอนแก่น ปัจจุบัน) และโปรดให้เปลี่ยนนามตำแหน่งข้าหลวงประจำบริเวณลำชี มาเป็นผู้ว่าราชการเมืองตามเดิม ต่อมาปี พ.ศ.2459 โปรดเกล้าให้เปลี่ยนคำว่าเมือง มาเป็น จังหวัดและให้เรียนเจ้าเมืองเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ในปี พ.ศ. 2476 เมื่อการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว ทางราชการได้ประกาศให้เปลี่ยนนามตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นข้าหลวงประจำจังหวัดอีกครั้ง ขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย และในตอนหลังปี พ.ศ. 2495 ทางราชการ ให้เปลี่ยนนามตำแหน่งข้าหลวงประจำจังหวัด มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอีกครั้ง และยังคงใช้ตำแหน่งนี้จนถึงปัจจุบัน จนกระทั่ง พ.ศ. 2507 สมัย ฯพณฯ จอมพลถนอม กิติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้ย้ายศาลากลางจังหวัดมาสร้างใหม่สง่างามที่บริเวณสนามบินเก่า ห่างจากจุดที่ตั้งเดิม ประมาณ 2 กิโลเมตร เรียกว่า "ศูนย์ราชการ"เป็นไปตามดำริของ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ได้เริ่มต้นไว้ก่อนนั่นเอง จะเห็นได้ว่า เมืองขอนแก่นนับจากมีใบบอกให้ตั้งเมือง เมื่อ พ.ศ. 2340 จนกระทั่งปัจจุบันเป็นเวลา 200 ปี ได้มีการย้ายเมืองมาแล้วหลายครั้ง จนกระทั่ง ณ ที่ตั้งปัจจุบัน เมืองขอนแก่นได้มีความเจริญรุดหน้ามาโดยลำดับ และมีความเป็นศูนย์กลางของภาคอีสานมานับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพีย เป็นตำแหน่งขุนนาง ทางขนบธรรมเนียมประเพณี ระบอบการปกครองของภาคอีสาน สมัยเก่า ซึ่งเทียบเท่าชั้นเสนาบดี หรือกรมเมือง ถ้าเป็นเมืองที่มีกษัตริย์ใช้ชื่อ พญา หรือ พระยา นำหน้า แต่ถ้าเป็นหัวเมืองใช้คำว่า เพีย นำหน้า (เพีย มาจาก พญา -พีระ-เพียร ไม่ใช่ เพี้ย ซึ่งเป็นภาษท้องถิ่น) ชีโหล่น สันนิษฐานว่า แปลมาจากชีล้น หมายถึงน้ำชีล้นนั่นเอง เป็นเมืองภูเวียง ขึ้นกับเมืองขอนแก่น เหนือ เรียกตามกระแสน้ำไหล ต้นน้ำเรียกว่าเหนือ ปลายน้ำเรียกว่าใต้ ที่บึงบอนเวลาฝนตก น้ำไหลจากทางบ้านเมืองเก่า ลงไปทางบึงทุ่งสร้าง จึงเรียกทางคุ้งเมืองเก่าว่า เหนือ ศาลากลาง เดิมอาศัยบ้านเจ้าของเมืองเรียกว่า โฮงเจ้าเมือง (โฮงโรง หรือ จวน) ว่าจะปลูกสร้างเป็นบ้าน 3 หลังติดกัน และใหญ่โตกว่าบ้านราษฎรธรรมดามาก หลังกลางปลูกเป็นห้องโถงโล่งตลอด ใช้สำหรับปรึกษาราชการต่างๆ ได้

ข่าว ท้องถิ่น วัฒนธรรมไทยอีสาน ประวัติ จางวางเอกพระยาพฤติคุณธนะเชษ ผู้สร้างเมืองมัญจาคีรี และ รองอำมาตย์เอกพระเกษตรวัฒนา

จางวางเอกพระยาพฤติคุณธนะเชษ ผู้สร้างเมืองมัญจาคีรี และ รองอำมาตย์เอกพระเกษตรวัฒนา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ จีนฮ่อยกทัพมารุกรานหัวเมืองลาวจนถึงชายแดนไทยจึงได้มีการรวบรวมทหารและขุนศึกจากหัวเมืองไปช่วยรบเมืองขอนแก่น โดยพระนครศรีบริรักษ์ (ท้าวมุ่ง) ได้ส่งราชบุตร (ท้าวอู๋) ไปช่วยรบใน พ.ศ. ๒๔๘๑ ราชบุตรเมืองขอนแก่น (ท้าวอู๋) ได้ทำความดีความชอบ โดยช่วยรบปราบศึกฮ่อที่มารุกรานเวียงจันทน์และหัวเมืองลาวด้านเหนือจนได้ชัยชนะ จนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๐ หลังจากการแต่งตั้งราชบุตรเมืองขอนแก่น (ท้าวอู๋) เป็นพระศรีบริรักษ์บรมราชภักดีสุนทร เป็นเจ้าเมืองขอนแก่น โดยยกย่องราชบุตรซึ่งอยู่ที่บ้านดอนบมขึ้นเป็นเมืองขอนแก่นในขณะที่พระนครศรีบริรักษ์ (ท้าวมุ่ง) เจ้าเมืองคนเก่าตั้งเมืองที่บ้านโนนทัน ห่างกันเพียง ๖ กิโลเมตร การปกครองเมืองขอนแก่นให้แบ่งประชาชนกันคนละครึ่ง จึงเกิดความวุ่นวายกันทั่วไป เกิดกรณีพิพาทกันหลายเรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นการแย่งชิงประชาชนและเขตแดนกันจน พ.ศ. ๒๔๒๔ อุปราชฝ่ายเมืองเดิมถึงแก่อสัญกรรม พระนครศรีบริรักษ์ (ท้าวมุ่ง) ขอพระราชทานเลื่อนราชวงษ์ขึ้นเป็นอุปราชก็ไม่ทรงโปรดเกล้าฯ ฝ่ายเมืองใหม่ พระนครศรีบริรักษ์ (ท้าวมุ่ง) ขอพระราชทานแต่งตั้งตำแหน่งอุปราชและราชวงษ์ก็ไม่ทรงแต่งตั้ง พ.ศ. ๒๔๒๔ พระนครศรีบริรักษ์ (ท้าวมุ่ง) ถึงแก่อนิจกรรมราชวงษ์ที่อุปราชและข้าราชการ ได้ย้ายที่ทำการเมืองไปอยู่ที่บ้านทุ่ม เพราะมีประชาชนอยู่หนาแน่นและเป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างกรุงเทพฯ กับหนองคาย หารบริหารบ้านเมืองขอนแก่นจึงยิ่งลำบากมากขึ้นเมื่อฝ่ายเมืองเดิมไม่เข้าร่วมกิจกรรมกับฝ่ายเมืองใหม่ ทางกรุงเทพฯ จึงได้แจ้งทั้งสองฝ่ายไม่ให้บังคับประชาชน โดยประชาชนจะอยู่กับฝ่ายเมืองใดให้เลือกอยู่ได้ตามความสบายใจ พระนครศรีบริรักษ์ (ท้าวมุ่ง) พยายามที่จะให้เมืองขอนแก่นรวมป็นเมืองเดียวกัน เพื่อบีบรัดฝ่ายเมืองเดิมที่ตั้งอยู่บ้านทุ่มไม่ให้ขยายอาณาเขตออกไปทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งมีประชาชนอยู่กันหนาแน่น จึงได้ขอพระราชทานยกบ้านภูเม็งขึ้นเป็นเมืองให้ขึ้นกับเมืองขอนแก่น ดังเอกสารใบบอก หนังสือราชการจากกรุงเพทฯ ที่กล่าวถึงการตั้งเมืองมัญจาคีรี กล่าวไว้ดังนี้ ที่ ๕ เมืองขอนแก่น ๒ ศาลาลูกขุนในฝ่ายซ้าย ที่ว่าการกรมมหาดไทย วันที่ ๓๑ พฤษภาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๐๘ สารตราเจ้าพระยาจักรีฯ มาถึงพระนครภักดีศรีบริรักษ์เจ้าเมือง อุปราช ราชวงษ์ ราชบุตร ท้าวเพีย เมืองขอนแก่นด้วยมีใบบอกลงเมื่อ ณ ปีมะเส็งตรีศก ว่าบ้านภูเม็ง ทิศตะวันตกเมืองขอนแก่น เขตกว้างขวาง ไพร่ฟ้าพลเมืองมีมากสมควรจะตั้งเป็นเมืองได้ ขอรับพระราชทานยกบ้านภูเม็งเป็นเมืองขึ้นกับเมืองขอนแก่น ขอเท้าบุตรเจ้าเมืองรับราชการฉลองพระเดชพระคุณรักษาบ้านเมืองขอบขัณฑสีมาต่อไป โดยนำใบบอกขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบฝ่าละอองแล้ว และมีพระบรมราชโองการมาพระบัญทูรสุรสิงหนาถดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า “เมืองขอนแก่นเขตกว้างขวางไพร่ฟ้าพลเมืองมีมากซึ่งพระนครศรีบริรักษ์ ยกบ้านภูเม็งเป็นเมือง โดยมีท้าวบุตรเป็นเจ้าเมือง ได้ขนานนามบ้านภูเม็งเป็นเมืองมัญจาคีรี พระราชทานนามสัญบัตรประทับตราพระราชรัญกรณ์ ขอแต่งตั้งท้าวบุตรเป็นพระเกษตรวัฒนา (สน) เป็นเจ้าเมืองตั้งแต่ ณ วันพฤหัสบดี แรม ๖ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะเส็งตรีศก จุลศักราช ๑๒๔๓ (พ.ศ. ๒๔๒๔)” ทางราชการสำนักได้พิจารณาตั้งชื่อบ้านเมือง โดยจากลักษณะภูมิศาสตร์ของบริเวณนั้นแล้วใช้คำบาลีสันสกฤตประการหนึ่งว่า “เม็ง” เป็นภาษาขอม ตรงกับภาษาบาลีว่า “มัญจา” แปลว่า เตียงหรือที่นอน ส่วนคำว่า “คีรี” แปลว่า “ภูเขา” “บ้านภูเม็ง” จึงได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองมัญจาคีรี” รวมความแล้ว “มัญจาคีรี” แปลว่า “ภูเขาที่มีรูปร่างคล้างเตียง” ดั้งนั้นเมืองมัญจาคีรีจึงมีฐานะเป็นเมืองในปีมะเส็ง ตรีศก จุลศักราช ๑๒๔๓ ซึ่งตรงกับ ฑ.ศ. ๒๔๒๔ พระเกษตรวัฒนา (สน) เห็นว่าบ้านภูเม็งไม่เหมาะกับการตั้งเมือง เนื่องจากขาดแหล่งน้ำและที่เพาะปลูก ประกอบกับภูมิประเทศไม่สามารถขยายเมืองได้ และเกิดโรคระบาด พระเกษตรวัฒนา (สน) จึงย้ายมาตั้งเมืองในระยะแรกที่บ้านจระเข้หัวนา (ปัจจุบันคือ บ้านจระเข้ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น) ซึ่งอุดมสมบูรณ์ และมีอาณาเขตกว้างขวาง ครั้นต่อมาได้ทราบว่าบริเวณริมบึงกุดเค้าอุดมสมบูรณ์กว่า ซึ่งมีแหล่งน้ำตลอกทั้งปี จึงอพยพมาตามลำห้วยปากดาวจนกระทั้งมาตั้งเมืองอยู่ที่บ้านสวนหม่อน ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ระยะทางจากบ้านจระเข้หัวนาถึงบ้านสวนหม่อน ประมาณ ๑,๐๐๐ เส้น (๔๐ กิโลเมตร) ซึ่งบริเวณนั่นเมื่อถึงหน้าฝนมีน้ำไหลหลากมากจากภูเขาที่อยู่ทางทิศตะวันตก ท่วมบ้านเรือนและที่ทำกิน ทำให้สัตว์เลี้ยงและข้าวในนาเสียหาย จนถึง พ.ศ. ๒๔๓๒ จึงย้ายที่ทำการเมืองมัญจาคีรีมาตั้งที่ดอนเหมือดแอ่ (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลอำเภอมัญจาคีรี) ระยะทางห่างจากบ้านสวหน่อนประมาณ ๗๕ เส้น (๓ กิโลเตร) ต่อมาได้พิจารณาเห็นว่าถ้าสร้างเมืองบนที่แหล่งนั้นจะทำให้ไม่มีสถานที่ในการทำป่าช้าทางทิศตะวันออกของเมืองซึ่งเป็นที่ลุ่มเมือฝนตกลงมาก็จะชะล้างป่าช้าลงสู่หนองน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคสมัยนั้นต้องมีป่าช้าควบคู่ไปกับเมืองเพื่ออยู่อาศัยใหม่ จึงได้พบเนินสูงใกล้หนองน้ำ (ริมบึงกุดเค้า) ทางทิศตะวันออกเรียกว่าโนนดอนทัน ซึ่งเป็นทำเลดีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ จึงได้ย้ายมาตั้งเมืองมัญจาคีรีตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๔ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนดอนเหมือนแอ่ที่ตั้งเมืองเดิมก็ทำเป็นสถานที่ป่าช้า พระเกษตรวัฒนา (สน) ปฏิบัติงานสนองพระเดจพระคุณพระเจ้าอยู่หัวมิได้ขาดตกบกพร่อง ทั้งนี้มีรองเจ้าเมืองช่วยงานเพียงตำแหน่งเดียวคือ ราชวงษ์ แต่มีความสามารถในการหาชายฉกรรจ์ที่ยังไม่มีสังกัดได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งเนื่องจากพระเกษตรวัฒนา (สน) เป็นผู้มีความสามารถในการสู้รบ ทำให้ผู้คนอพยพมาอยู่เมืองมัญจาคีรีเพิ่มมากขึ้นส่งผลให้เก็บส่วยได้มากขึ้น นอกจากนี้พระเกษตรวัฒนา (สน) ยังได้นำไพร่พลและชายฉกรรจ์ชาวมัญจาคีรีเข้าร่วมสงครามปราบฮ่อคั้งที่ ๒ ที่ทุ่งเชียงคำ (ไหหิน)ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๓๔ – ๒๔๓๖ ซึ่งถือเป็นความดีความชอบที่ปรากฏอย่างเด่นชัดจึงได้รับบรรดาศักดิ์โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง “จางวางเอกพระยาพฤติคุณธนะเชษ” ซึ่งทำหน้าที่ปกครองเมืองมัญจาคีรี โดยบรรดาศักดิ์ “จางวางเอก” นับตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ หมายถึง หัวหน้ามหาดเล็กในพระบรมมหาราชวัง หรือเจ้านายต่างกรม ลำดับชั้นยศเทียบเท่ามหาอำมาตย์เอกในสมัยต่อมา ส่วนบรรดาศักดิ์ของเจ้าเมืองในสมัยนั้น ถ้าเป็นเมืองเล็กจะเป็น “พระ” ถ้าเป็นเมืองใหญ่จะเป็น “พระยา” กรณีที่เกษตรวัฒนา (สน) เจ้าเมืองมัญจาคีรีได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “จางวางเอกพระยาพฤติคุณธนะเชษ” จึงถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้โดยจางวางเอกพระยาพฤติคุณธนะเชษได้ทำหน้าที่ปกครองเมืองมัญจาคีรีจนชราภาพ และถึงแกอนิจกรรมในปี พ.ศ. ๒๔๓๔ จางวางเอกพระยาพฤติคุณธนะเชษ สมรสกับ นางสี มีบุตรรวมกับ ๒ คน คือ พระเกษตรวัฒนา (โส) และขุนชอุ่ม หลังจากจางวางเอกพระยาพฤติคุณธนะเชษถึงแก่อนิจกรรมท้าวโส (บุตรชายคนที่ ๑) ซึ่งได้เข้ารับราชการเมื่อาย ๒๙ ปี ในตำแหน่งเสมียนกองมหาดไทย จึงได้เดินทางไปยังกรุงเทพฯ เพื่อเข้าเฝ้าสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อกราบทูลขออนุญาตเป็นเจ้าเมืองมัญจาคีรีสืบต่อจาก จางวางเอก พระยาพฤติคุณธนเชษ ผู้เป็นบิดา ซึ่งขณะนั้น พระองค์กำลังทอดพระเนตรการชกมวยอยู่ และได้ทอดพระเนตเห็นท้าวโส ซึ่งมีท่าทีทะมัดทะแมง หน่วยก้านดี มีท่าทางเป็นนักมวย จึงตรัสถามว่า “เองเป็นนักมวยหรือ” ท่าวโสก้มกราบบังคมทูลว่า “มวยเคยชกมาแล้วหลายครั้งพะยะค่ะ” พระเจ้าอยู่หัวสรวลและรับสั่งว่า “เองขึ้นห้ามมวยคู่นี้ให้ดูหน่อย” ท้าวโสก้มลงกราบและขึ้นเวทีมวย และห้ามมวยให้พระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตร พระเจ้าอยู่หัวทรงพอพระทัยและเมื่อเสร็จสิ้นการชกมวย จึงกวักพระหัตถ์เรียกท้าวโสเข้าเฝ้าทันที และเอาพระหัตถ์ลูบหัวท้าวโสและตรัสว่า “เออ… เองเหมาะสมแล้วที่จะเป็นเจ้าเมืองแทนพ่อ” ต่อมาอีกไม่นาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งท้าวโสโดยจารึกในสุบรรณบัฏ แต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองมัญจาคีรี โดยพระราชทานนามว่า “พระเกษตรวัฒนา” และพระราชทานเสื้อเครื่องปักดิ้นพร้อมด้วยศาสตราสวุธ ซึ่งเป็นเครื่องประดับยศของเจ้าเมืองหลายอย่าง ได้แก่ หอก หลาว ง้าว พระเกษตรวัฒนา (โส) ได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าเมืองมัญจาคีรีมานานหลายปี และได้รับใช้สนองพระเดชพระคุณพระเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอด ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและไม่เคยบกพร่องต่อหน้าที่ จนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๒ ได้รับการแต่งตั้งเป็น “รองอำมาตย์เอก” ได้รับพระราชทานนามสกุล “สนธิโสมพันธุ์” เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๒ ตามทะเบียนเลขที่ ๔๗๗๖ และในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานสมาชิกสภาจังหวัดขอนแก่นคนแรก โดยได้พัฒนาเมืองมัญจาคีรีให้เจริญรุ่งเรืองตลอดมา และได้ถึงแก่อนิจกรรมในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ เรียบเรียงจาก หนังสือ รำลึก ๑๓๐ ปี เมืองมัญจาคีรี ที่ระลึกในพิธีเชิญรูปหล่อ จางวางเอกพระยาพฤติคุณธนะเชษ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๔ จัดทำโดยสภาวัฒนธรรมอำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น กระทรวงวัฒนธรรม คณะผู้จัดทำเอกสาร นายสกล เทียนคำ นายสนั่น สนธิโสมพันธุ์ นางพิกุล เทียนคำ และคณะ

ประตูเมืองขอนแก่น แบบประตูเมืองใหม่นี้เป็นรูปแบบอาคารอีสานประยุกต์ ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมอีสานและปราสาทหินขอมโบราณ

ประตูเมืองขอนแก่น แบบประตูเมืองใหม่นี้เป็นรูปแบบอาคารอีสานประยุกต์ ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมอีสานและปราสาทหินขอมโบราณ ก็คือ • ปราสาทหินเปือยน้อยที่มีชื่อเสียงและมีขนาดใหญ่ที่สุดในอีสานตอนบน • ส่วนด้านบนของประตูเมืองได้จำลองพระธาตุขามแก่น ซึ่งเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองมาประดิษฐานไว้บนประตูเมือง • จำลองพระลับพระคู่บ้านคู่เมืองขอนแก่นมาประดิษฐานไว้เพื่อให้ประชาชนผู้สัญจรไปมาได้กราบไหว้อีกด้วย • โดยใช้งบประมาณการก่อสร้างกว่า 15 ล้านบาท • สำหรับประตูเมืองใหม่นี้จะก่อสร้างห่างจากจุดเดิม คือ ขยับมาทางด้านถนนมิตรภาพมากขึ้น เพื่อขยายช่องจราจรเป็น 6 ช่องจราจร มีความกว้างเพิ่มขึ้นเป็น 27 เมตร • ประตูเมืองใหม่ยังใช้หลักฮวงจุ้ยในการออกแบบการก่อสร้าง เพราะจากตำราฮวงจุ้ยจะทำให้การทำมาหากินดีขึ้น และสามารถดึงเงินจากต่างถิ่นเข้ามาในขอนแก่นมากขึ้นด้วยประตูเมืองหลังใหม่จึงต้องมีขนาดใหญ่ เพื่อเสริมสง่างาม • เน้นรูปแบบสถาปัตยกรรมอีสานอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เพื่อเป็นการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมที่ยาวนานของอีสานให้เป็นที่รู้จักแก่แขกผู้มาเยือนยังจังหวัด #จากความเห็นแอดมินครับ หลังจากที่เป็นผู้เที่ยวเอง ประตูเมืองเปรียบเหมือนจุดแรกที่เราต้องไป ก่อนจะพบกับเมืองขอนแก่นจริงๆ เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามมาก ยิ่งเวลากลางคืน ประกอบกับแสงสีแล้ว ผมว่าเหมือนกับประตูสวรรค์เรยครับ อย่าลืมแวะไปเก็บรูปด้วยนะครับ :)

วันอังคารที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

ชุมชนเมืองน่าอยู่ มัญจาคีรี ขอนแก่น

https://drsamaihemman.blogspot.com/2023/07/blog-post_20.html?m=1 Big M Company Limited BIG MOR COMPANY LIMITED Business type, background. Big M Company Limited is a family business that has been in operation since 1987 under the name "Hor.Mahalap Khon Kaen" was originally located in Mancha Kiri Municipality's fresh market with Mr. Naphat Lert Mahalap as its main administrator. The number of retail and wholesale customers has increased. The original location is not compatible, so it has been expanded from the previous location to the current location and registered as Big M Company Limited with a registered capital of 5 million Baht. Lert Mahalap is a signed authority committee and the main executive. Big M is the largest department store in Mancha Kiri District, offering a wide range of products without paying for travel to the province. It is in accordance with management's vision to build satisfaction and grow from the top of the district to the provincial level. It is close to many branches because the company's reputation and management are well-known to customers in Mancha Kiri District, Rural District. Khok Pho Chai District Phra Yuen District and several neighboring districts As the company has grown steadily in 2017, Mr. Naphat Lert Mahalap has become less interested in real estate businesses that will increase profits from the company to create new investment opportunities. https://drsamaihemman.blogspot.com/2023/07/blog-post_4.html?m=1

วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2566

ซีเนี่ยร์คอมเพล็กซ์ ประชารัฐ เมืองขอนแก่น ไทยเพิ่มสุข (บ้านไผ่ เมืองพล โมเดล)

Grand Home Project Condominium and Union Complex Teacher Saving Cooperative Grand Home Project Condominium and Union Complex Teacher Saving Cooperative (Korat Model), Nonthaburi Province, managed by ATL Group Company Projects for government pensioners and agencies, savings cooperatives, government officials, regional state-owned electricity utilities, waterworks and general civil servants Along with the general public Construction site, project location Bang Rak Pattana Subdistrict Bang Bua Thong District Nonthaburi Is a condominium project, the project area is 26 rai, sold at a net starting price of 1.5 million, the total area is 50 square meters, and juristic services consist of 20 health and recreation centers offering services for the elderly Dr. Samai Hemmun is an entrepreneur in the construction and real estate businesses. With works in construction And develop many real estate projects Due to the company Is a business operator in Nakhon Pathom province And saw that the government is pushing and carrying out numerous civil state projects The company therefore wishes to be involved in the above development. Especially the development of residential projects in particular, especially the development of housing projects for the elderly The project consists of 3 parts Section 1 is a condominium 50 square meters, 880 rooms. Section 2 is a shared accommodation. Union Complex Section 3 is Nursing Home Services Managed by Dr. Samai Hemman, who received the policy from the Ministry Social Development Department of Older Persons With service manual Modern and ready to provide professional services - construction management By AATL Group, a private company jointly Open house construction project for the elderly. After retirement Of members of teachers and government officials Dr. Samai Hemmun is an entrepreneur in the construction and real estate businesses. With works in construction And develop real estate projects with a lot of experience Develop the project for the elderly and provide good service. Dr. Samai Hemman Director "Our Vision" Professional service commitment With staff, quality, standard work To be a large contractor Meet customer satisfaction Completed the target Using modern and advanced technology Committed to continuous quality development Mission "Build for strength We aim to develop into a strong construction institution. " "Created for business partners We strive to be the main contractor. Chosen by small contractors and partners with confidence And trust, willing to progress together. " "Created for employees We are committed to creating an organizational culture that focuses on efficiency. Is a learning organization with the best potential of their own use. " "Created for shareholders We aim to provide the best value to our shareholders by adhering to the principles of good corporate governance. And create sustainable growth " "Created for communities and society We strive to support And strengthen good things for the community and society " IV